ลูกชายผมเกิดที่โรงพยาบาลบอสตัน เมดิคอลเซนเตอร์ ปีนี้เขาอายุถึงเกณฑ์ต้องเข้าโรงเรียนแล้ว
เขาต้องเริ่มไปเรียนอนุบาลตามกฏหมายแล้ว
ก่อนหน้านี้มีหลายคนพยายามแนะนำให้ผมพาลูกชายไปเข้าเรียนก่อนเกณฑ์ พวกเขาบอกว่าผมควรพาลูกเข้าเตรียมอนุบาลเพื่อเด็กจะได้เตรียมความพร้อม ผมเพียงแต่ยิ้มรับในความหวังดีเหล่านั้น
ความหวังดีที่ผมไม่เห็นด้วย
ผมไม่คิดว่าเด็กในวัยก่อนห้าขวบนั้นควรไปอยู่ห่างพ่อแม่ ไปให้สิ่งแวดล้อมอื่นสร้างพฤติกรรมแฝงก่อนเวลาอันควรให้เขา
โถ...เด็กสามสี่ขวบนั้นเป็นผ้าขาวที่ซับสี ซับรอยเปื้อนง่ายที่สุดในโลกแล้วครับ
เขาต้องเรียนหนังสือจริง ๆ อีกเป็นสิบปี และผมไม่อยากไปเร่งเวลาที่เราจะต้องอยู่ห่างกัน
ลูกชายผมนั้นอยู่ใกล้ผมเกือบทุกวัน เผลอ ๆ ไปเดินเล่นด้วยกัน ผมแอบเห็นเขาเดินเอามือไขว้หลัง
เป็นท่าเดินแบบเดียวกับที่ผมเดินอยู่ข้าง ๆ เขา
ของเล่นที่เขาชอบนั้น คือของที่เราพ่อลูกช่วยกันทำ
ผมเอากล่องใส่ของที่ร้านที่ต้องทิ้งมาวาด แล้วตัดเป็นตัวการ์ตูนประกอบการเล่านิทานให้เขาฟัง
นิทานเรื่องโปรดของเขามีหลายเรื่อง หนึ่งในเรื่องที่เขาชอบมากคือ ลูกหมูสามตัว และอึ่งอ่างพองลม
.....มีต่อ แต่ตอนนี้ง่วงแล้วจ้ะ ต้องตื่นมาทำอาหารกลางวันให้เจ้าลูกชายตอนเช้า
ขอนอนก่อนดีกว่า......
จดหมายจากโรงเรียน ขอให้เด็กนำของตามรายการไปโรงเรียนด้วย
1. กระเป๋าสะพาย ที่สามารถใส่แฟ้มขนาดมาตรฐานได้ คุณครูจะใส่แฟ้มให้เด็กกลับมาทุกวัน พ่อแม่กรุณาเปิดดูและนำเอกสารออกมาจากแฟ้ม และใส่แฟ้มเปล่ากลับไปในกระเป๋าให้เด็ก
2. กล่องใส่ดินสอ มีหมายเหตุเล็ก ๆ มาจากทางโรงเรียนว่า ต่อไปบางครั้งครูอาจเรียกกล่องนี้ว่า
space server ผมว่าน่ารักดี แต่ไม่รู้จะแทนด้วยคำไทยอะไร
3. เสื้อเก่าที่ตัวใหญ่หน่อย สำหรับใส่ทำงานศิลปะ
4. อาหารกลางวันและเครื่องดื่ม
5. ของว่างที่ดีต่อสุขภาพ (healthy snack)
แค่นั้นเองครับ และมีหมายเหตุว่าถ้าต้องการให้เด็กซื้อนมดื่ม ทางโรงเรียนมีขายในราคา 25 เซ็นต์
วันแรกนั้นผมไปรับส่งเจ้าลูกชายเอง แต่วันต่อ ๆ ไป ก็จะให้เขาขึ้นรถโรงเรียนไปเอง โดยความสมัครใจของเจ้าลูกชายคนดี
รถรับส่งนักเรียนนั้นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
ไม่มีค่าหนังสือ ไม่มีค่าชุดพละ ไม่มีค่าเทอม
ทางโรงเรียนย้ำว่าให้นำเพียงกล่องดินสอใส่กระเป๋านักเรียนไป ทางโรงเรียนมีสีเทียน ดินสอ กระดาษ ให้ครับ